หน้าแรก

คำขวัญวันครู ปี 2556

ใส่ความเห็น

นางสาวรจนา วงศ์ข้าหลวง รักษาการเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามที่คุรุสภาประกาศเชิญชวนให้ประชาชน ครู นิสิต นักศึกษา นักเรียน ส่งคำขวัญวันครู พ.ศ. 2556 เข้าประกวด เพื่อร่วมเชิดชูเกียรติคุณครู และระลึกถึงพระคุณครูนั้น

phpThumb.php

คณะอนุกรรมการประกวดคำขวัญวันครูและบทร้อยกรองเทิดพระเกียรติคุณครู เนื่องในโอกาสวันครู พ.ศ. 2556 ได้พิจารณาตัดสินคำขวัญวันครูที่ชนะการประกวดเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยรางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมรับโล่เกียรติยศ และกำหนดให้เป็นคำขวัญวันครู พ.ศ. 2556 ได้แก่

แปดสิบพรรษา พระราชินี ราษฏร์รัฐภักดี ครูศรีแผ่นดิน

 

ของนายสะอาด สีหภาค จังหวัดศรีสะเกษ

 

ที่มา  http://www.kruthai.info/view.php?article_id=3299

Advertisements

คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๖ ของนายกรัฐมนตรี

ใส่ความเห็น

thumbnail_vv.php

 คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๖

 ของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร

             “รักษาวินัย

               ใฝ่เรียนรู้ 

            เพิ่มพูนปัญญา 

        นำพาไทยสู่อาเซียน”

 

ที่มา : http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=30794&Key=news18

 

เกี่ยวกับโอลิมปิก 2012 ลอนดอนเกมส์

ใส่ความเห็น

กีฬาระดับโลกที่สี่ปีมีเพียงครั้งเดียวอย่าง โอลิมปิก (Olympic) กำลังจะก้าวเข้าสู่ครั้งที่ 30 แล้ว สำหรับกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ที่จะจัดขึ้นที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2012 โดยโอลิมปิกครั้งล่าสุดที่เรายังจำกันได้ดี เพิ่งจัดไปที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในโอลิมปิก 2008 ซึ่งพาเราตื่นตาตื่นใจไปกับสเตเดียมแข่งกีฬารูปรังนก และความทันสมัยสะดวกสบายต่าง ๆ ที่จีนได้ตระเตรียมเอาไว้เพื่อรองรับบรรดานักกีฬา สื่อมวลชน และผู้ชมที่หลั่งไหลกันมาจากทั่วทุกมุมโลก คราวนี้เมืองผู้ดีได้เป็นเจ้าภาพบ้าง เรามาดูดีกว่าว่าเขาจะแสดงศักยภาพและสปิริตของเจ้าภาพได้ดีแค่ไหน

ทั้งนี้ อังกฤษ ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก มาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกคือ กีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 13 ในปี 1944 แม้จะถูกยกเลิกไปในภายหลังเนื่องด้วยความวุ่นวายจากเหตุสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยเหตุนี้ทำให้ อังกฤษ ได้รับช่วงต่อในการเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในอีก 4 ปีต่อมาโดยไม่ต้องผ่านการคัดเลือกใหม่จากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล กล่าวได้ว่า อังกฤษ ได้รับบทเจ้าภาพเต็มตัวจริง ๆ ในโอลิมปิกครั้งที่ 14 เมื่อปี 1948 นั่นเอง และในปี 2012 ที่กำลังจะมาถึงนี้ อังกฤษ ก็ได้รับเกียรติให้กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง กับครั้งที่ 30 ของกีฬาระดับโลก ทำให้อังกฤษ เป็นประเทศแรกในโลกที่ได้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกถึง 3 ครั้งด้วยกัน โดยทั้ง 3 ครั้งนั้นต่างก็มีกรุงลอนดอนเป็นศูนย์กลางในการจัดการแข่งขันทั้งสิ้น

          กำหนดการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก ครั้งที่ 30: วันที่ 27 กรกฎาคม 2012 – 12 สิงหาคม 2012

มาสคอต โอลิมปิก 2012

         ตัวมาสคอตสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการของการแข่งขันในครั้งนี้ คือเจ้า “เว็นล็อค” (Wenlock) ที่ควงคู่มากับ “แมนเดวิล” (Mandevil) เพื่อนอีกหนึ่งตัว ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์ของ พาราลิมปิก เกมส์ ที่จะจัดขึ้นหลังจากกีฬาโอลิมปิก และมีอังกฤษเป็นเจ้าภาพเช่นเดียวกัน โดยทั้งสองตัวจะจับคู่กันเพื่อโปรโมทกีฬาระดับโลกทั้งสองงาน
หากสังเกตดูจะพบว่าทั้งคู่มีดวงตากลมแป๋วเพียงดวงเดียว ซึ่งสื่อถึงดวงตาที่เป็นกล้องคอยบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ นั่นเอง เจ้า “เว็นล็อค” เป็นมาสคอตตัวสีเงินลายสีส้มมีหัวเป็นแท็กซี่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรุง ลอนดอน และที่ข้อมือก็มีสายรัดข้อมือสัญลักษณ์ของโอลิมปิก ส่วนเจ้า “แมนเดวิล” เป็นมาสคอตสีเงินลายสีฟ้า มีหัวคล้ายตัวการ์ตูนโซนิค เม่นสายฟ้า  (Sonic the Hedgehog) ถึงจะหน้าตาประหลาดไปนิด แต่ก็มีคาแรกเตอร์น่ารักน่าเอ็นดูทั้งคู่ โดยทั้งสองตัวถูกสร้างขึ้นมาจากคอนเซ็ปท์ที่เน้นไปที่กีฬาของเด็ก ๆ และเยาวชน นั่นเอง

โลโก้

โลโก้ของกีฬา โอลิมปิก 2012 นี้ ออกแบบโดย “วอล์ฟฟ์ โอลินส์” โดยรูปทรงหยึกหยักนั้นสามารถอ่านได้ว่า “2012” ซึ่งเป็นปีของการแข่งขันกีฬานั่นเอง และมีตัวหนังสือ “london” และสัญลักษณ์ห้าห่วงของกีฬาโอลิมปิกอยู่ด้วย โดยโลโก้นี้ จะใช้เป็นสัญลักษณ์ของทั้งกีฬา โอลิมปิก 2010 และ พาราลิมปิก 2012

เหรียญรางวัล


เหรียญรางวัล

สำหรับเหรียญรางวัลในงานโอลิมปิกครั้งนี้ ได้ “”เดวิด ว็อทกินส์ นักออกแบบเครื่องประดับชาวอังกฤษเป็นผู้ดีไซน์ โดยด้านหนึ่งของเหรียญเป็นรูปเทพเจ้าไนกี้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ส่วนอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ผู้ออกแบบเปรียบรูปร่างกลมของเหรียญเป็นดั่งโลก จะมีสัญลักษณ์ห้าห่วงของกีฬาโอลิมปิกอันสื่อถึง 5 ทวีปบนโลกที่ได้เข้าร่วมแข่งขัน และอักษร “london” สลักอยู่บนรูปทรงเหลี่ยมนูนแปลกตา อันแสดงออกถึงความเป็นเมืองแห่งสถาปัตยกรรมของกรุงลอนดอน และยังอ่านได้ว่า “2012” อันเป็นปีที่จัดการแข่งขันด้วย โดยริ้วบาง ๆ ที่พาดผ่านด้านหลัง หมายถึงแม่น้ำเทมส์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของเมือง ส่วนกรอบสี่เหลี่ยมตรงกลางให้ความรู้สึกถึงขอบเขตและความเป็นเมืองของลอนดอน และเส้นสายที่พุ่งกระจายออกจากศูนย์กลางสื่อความรู้สึกถึงพลังงานที่พุ่งพล่านนั่นเอง

สถานที่แข่งขัน

สำหรับสนามแข่งขันนั้น มีทั้งสเตเดียมที่สร้างขึ้นมาใหม่เพื่องานกีฬาระดับโลกนี้โดยเฉพาะ ซึ่งอยู่ในกรุงลอนดอน ทั้งยังมีการปรับปรุงสนามกีฬาเดิมที่ตั้งอยู่ในและนอกกรุงลอนดอน เพื่อให้พร้อมเป็นสถานที่สำหรับการแข่งขันด้วย โดยสถานที่แข่งขันจะแบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ ๆ คือ โอลิมปิกโซน, ริเวอร์ โซน และ เซ็นทรัล โซน ทั้งสามโซนนั้นล้วนอยู่ในกรุงลอนดอนและเขตปริมณฑลโดยรอบ นอกจากนั้นอาจมีกีฬาบางประเภทที่แยกไปแข่งขันในสนามแห่งอื่นบ้าง

Aquatics CentreBasketball Arena

London Velodrome

โอลิมปิก โซน (Olympic Zone)

ในส่วนของโอลิมปิกโซน จะอยู่ในพื้นที่ของ “ควีน อลิซาเบธ โอลิมปิก ปาร์ค” (Queen Elizabeth Olympic Park) บนพื้นที่ 500 เอเคอร์ (2 ตารางกิโลเมตร) ซึ่งเป็นศูนย์รวมสนามกีฬานานาชนิด รวมทั้งหมู่บ้านนักกีฬา และศูนย์ส่งสัญญาณการถ่ายทอดกีฬาอันเป็นที่ทำงานของสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับการแข่งกีฬา โอลิมปิก 2012 โดยเฉพาะ โดย โอลิมปิก โซน ประกอบด้วย สนามกีฬาสำคัญ 8 สนาม คือ อควาติก เซ็นเตอร์ (Aquatics Centre), บาสเก็ตบอล อารีน่า (Basketball Arena), บีเอ็มเอ็กซ์ เซอร์กิต (BMX Circuit), แฮนด์บอล อารีน่า (Handball Arena), ลอนดอน เวโลโดรม (London Velodrome), โอลิมปิก ฮ็อคกี้ เซ็นเตอร์ (Olympic Hockey Centre), โปโล อารีน่า (Water Polo Arena) และ โอลิมปิก สเตเดียม (Olympic Stadium) ทั้งนี้ โอลิมปิก สเตเดียม ยังเป็นสถานที่ที่จะใช้ในการจัดพิธีเปิดและปิดกีฬาระดับโลกนี้ด้วย

Exhibition Centre LondonNorth Greenwich Arena

ริเวอร์ โซน (River Zone)

เป็นโซนที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำเทมส์ และมีสนามกีฬาสำคัญ 4 สนาม ได้แก่ เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ (Exhibition Centre London), กรีนวิช ปาร์ค (Greenwich Park), นอร์ธ กรีนวิช อารีน่า (North Greenwich Arena) และ รอยัล อาร์ทิลเลอรี่ บารัคส์ (Royal Artillery Barracks)

Hadleigh Farm
Lee Valley White Water Centre

เซ็นทรัล โซน (Central Zone)

ในส่วนของ เซ็นทรัล โซน และเป็นส่วนของสนามกีฬาที่ไม่ได้กระจุกอยู่ในสองโซนข้างต้น แต่กระจายตัวอยู่ที่ตามที่ต่าง ๆ ในกรุงลอนดอนและทางตะวันตกของกรุงลอนดอน

ส่วนสนามกีฬาที่อยู่นอกกรุงลอนดอนแต่ถูกกำหนดให้ใช้เป็นสนามแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ได้แก่ ทะเลสาป ดอร์นี่ (Dorney Lake), แฮดลีห์ ฟาร์ม (Hadleigh Farm), ลี วัลเลย์ ไวท์ วอเตอร์ เซ็นเตอร์ (Lee Valley White Water Centre) และ ศูนย์ล่องเรือใบ วีเมาธ์ แอนด์ พอร์ทแลนด์ (Weymouth and Portland National Sailing Academy)

Hampden ParkOld Trafford

สนามแข่งขันฟุตบอล

เมื่อพูดถึงการแข่งกีฬาโอลิมปิก หนึ่งกีฬาที่ใคร ๆ ก็เฝ้าดูหนีไม่พ้นการแข่งขันฟุตบอล สำหรับการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้ จะกระจายกันแข่งตาม 5 สนาม ได้แก่ ซิตี้ ออฟ โคเวนทรี สเตเดียม (City of Coventry Stadium), แฮมป์เด็น ปาร์ค (Hampden Park), มิลเลเนียม สเตเดียม (Millennium Stadium), โอลด์ แทรฟฟอร์ด (Old Trafford) และ เซนต์ เจมส์ ปาร์ค (St James’ Park) ส่วนนัดพิเศษในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศนั้น จะแข่งที่ เว็มบลี สเตเดียม (Wembley Stadium) ซึ่งจุคนได้ 90,000 ที่นั่ง

หมู่บ้านนักกีฬา

หมู่บ้านนักกีฬาจะอยู่ใน โอลิมปิก โซน โดยในตัวหมู่บ้านมีอาคารที่พักทั้งหมด 3,300 หลัง ห้องพักแต่ละห้องมีพื้นที่ 16 ตารางเมตร และจำนวนเตียงสำหรับนักกีฬารวม 17,320 เตียง พร้อมทั้งทีวีและอินเทอร์เน็ต รวมทั้งศูนย์อาหารภายในหมู่บ้านที่รองรับคนได้คราวละ 5,500 คน

ระบบการขนส่ง

ทางลอนดอนได้มีการปรับปรุงระบบการขนส่ง ทั้งการเดินรถไฟสายเหนือและสายตะวันออก อันจะพาผู้เข้าร่วมชมกีฬาไปยังสนามแข่งขันได้อย่างสะดวกสบาย รวมทั้งยังได้สร้างทางเดินรถไฟขึ้นใหม่ 1 สาย คือ เจฟลิน ไลน์ (Javelin Line) โดยที่ฝ่ายผู้จัดการแข่งขันได้วางโครงสร้างการเดินทางให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถไปถึงที่หมายต่าง ๆ ได้ภายในเวลา 20-30 นาที

ขอบคุณข้อมูลจาก   http://hilight.kapook.com/view/61325

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก london2012.com , mylondon2012.com , davidairey.com, wwwery.com , olympic.org

,http://sport.mthai.com/olympic2012/gallery/748.html ,  

http://a7.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/399552_3873971482397_1394420695_n.jpg,

http://news.tlcthai.com/wp-content/uploads/2012/07/news289.jpg


1 วัน ไม่ได้มี 24 ชั่วโมง

2 ความเห็น

Earth rotate โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ จะเป็นหนึ่งวัน แต่ตัวเลขที่เราคุ้นเคยกันว่า 1 วันมี 24 ชั่วโมง นั้นเป็นเพียงตัวเลขประมาณเท่านั้น เพื่อให้จดจำง่าย

รายละเอียด โลกหมุนรอบตัวเอง

– โลกหมุนรอบตัวเอง 86,164.098 903 691 วินาที ( 23 ชั่วโมง 56 นาที 4.098 903 691 วินาที ) จะละเอียดไปไหนกัน

– ทุกวันนี้โลกหมุนรอบตัวเองช้าลงทุกวันทุกวัน โดยทุกวันนี้โลกจะหมุนรอบตัวเองช้าลง 2.2 วินาที ทุก 1 แสนปี

– ด้วย ตัวเลข 2.2 วินาที ฉะนั้นเมื่อยุคเริ่มแรกที่โลกได้ถือกำเนิดขึ้นมาในจักรวาล โลกหมุนรอบตัวเองด้วยเวลาเพียง 12 ชั่วโมง ซึ่งเท่ากับโลกหมุนรอบตัวเองเร็วกว่าปัจจุบันถึง 2 เท่า

– โดยสาเหตุที่โลกหมุนช้าลงนั้นเป็นผล มาจากแรงเสียดทานที่โลกกระทำกับมหาสมุทร เมื่อเกิดน้ำขึ้นน้ำลง

อาจ จะสงสัยว่ารูปพวกนี้เกี่ยวอะไรกับ โลกหมุนรอบตัวเอง รูปพวกนี้ใช้อธิบายว่าโลกหมุนรอบตัวเองได้ เนื่องจากเราจะไม่รู้สึกว่าโลกหมุน แต่กล้องถ่ายรูปที่ตั้งความเร็วซัทเตอร์ไว้ต่ำมาก จะสามารถเก็บภาพดวงดาวเป็นลักษณะเส้นโค้งหมุน

ที่มา  :  www.bp.or.th

ความหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก

ใส่ความเห็น

     ไขปริศนาเลขบัตรประชาชนไทยทั้ง 13 หลัก อยากรู้มั้ย ว่าแต่ละตำแหน่งหมายถึงอะไร ค้นหาคำตอบได้ที่นี่

13 เลขนี้ มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสำแดงตัวตน ?ความเป็นคนไทยหรือคนในประเทศไทย? ที่ทำให้เราสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทย และใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้

โดยความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเรียนหรือทำอะไร ตัวเลขก็ล้วนมีเอี่ยว หรือมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคนเราเสมอ และในทางกลับกัน ตัวเลขบางตัวอาจจะทำให้เรามีความสุขขึ้นด้วยซ้ำ เช่น ตัวเลขเพิ่มขึ้นของเงินเดือนหรือโบนัส ตัวเลขในบัญชีรายรับ ตัวเลขมูลค่าเพิ่มของหุ้นที่เราซื้อ ฯลฯ ยกเว้น ตัวเลขดอกเบี้ยเงินกู้ ที่งามโดยไม่ต้องรดน้ำ หรือตัวเลขยอดหนี้ที่ยังไม่จ่าย ส่วนตัวเลขที่น่ารังเกียจอีกตัว คือ ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นของสาวๆ ที่ยังไม่แต่งงาน เป็นต้น

นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมี ตัวเลข ที่เกี่ยวพันกับความเชื่อต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศอีกหลายตัว เช่น คนไทยถือว่า เลข 9 เป็นเลขมงคล เพราะออกเสียงว่า ?เก้า? ที่พ้องกับคำว่า ?ก้าว? อันหมายถึง ความเจริญก้าวหน้า ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบัน เราจึงเห็นคนไทยจำนวนไม่น้อย ไปทัวร์ไหว้พระ 9 วัดเพื่อความเป็นสิริมงคล จนได้กลายมาเป็นการ ?ทำบุญ? อีกรูปแบบที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย

สำหรับฝรั่ง เขาจะถือว่า เลข 13 เป็นเลขอาถรรพ์ หรือเลขอัปมงคล  หรือเรียกกันว่า ลัคกี้นัมเบอร์ (Lucky number) สาเหตุมาจากอาหารมื้อสุดท้าย ของพระเยซูคริสต์ ที่เรียกกันว่า เดอะลาสซับเปอร์ (The Last Supper) นั้น มีสาวกร่วมโต๊ะพร้อมกับพระองค์ นับรวมแล้วได้ 13 คนพอดี ครั้นวันรุ่งขึ้นซึ่งตรงกับวันศุกร์ พระองค์ก็ถูกจับตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ เขาจึงถือว่าวันศุกร์ที่ตรงกับวันที่ 13 เป็นวันโชคร้าย

แม้ว่าเลข 13 จะเป็นเลขอาถรรพ์ของฝรั่ง แต่คนไทยโดยทั่วไป ไม่ได้ถือกับตัวเลขดังกล่าว และที่น่าสนใจคือ มี เลข 13 ที่เกี่ยวพันโดยตรงกับคนไทย ซึ่งเชื่อว่า คงมีคนอีกไม่น้อยไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือ เลขประจำตัวประชาชนในบัตรประชาชน หรือที่เดี๋ยวนี้เรียก สมาร์ทการ์ด ที่มีด้วยกัน 13 หลัก และแต่ละหลักก็มิใช่แค่เป็นเพียงจำนวนนับธรรมดาๆ แต่มีความหมายแฝงอยู่ด้วย ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ขอนำมาเสนอเพื่อเป็นความรู้ ดังนี้

สมมุติว่า เลขบัตรประชาชนของเราเขียนไว้ว่า 1 1001 01245 29 9  (เขียนเว้นวรรค ตามแบบ) แต่ละหลักก็จะมีความหมายดังนี้

หลักที่ 1 (คือหมายเลข 1 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง ประเภทบุคคล ซึ่งมีอยู่ 8 ประเภทได้แก่

ประเภท ที่ 1 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย และได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2527 เป็นต้นไป อันเป็นวันเริ่มแรกที่เขาประกาศให้ประชาชนทุกคน ต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดที่อำเภอ หรือสำนักทะเบียนในเขตที่อยู่ภายใน 15 วันนับแต่เกิดมา ตามที่กฎหมายกำหนด เด็กคนนั้นก็ถือเป็นบุคคลประเภท 1 และจะมีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข 1 เช่น เด็กหญิงส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2527 และพ่อไปแจ้งเกิดที่เขตดุสิตภายในวันที่ 17 มกราคม 2527 เด็กหญิงส้มจี๊ด ก็จะมีหมายเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1 และก็ต่อด้วยเลขหลักอื่นๆ อีก 12 ตัว เป็น 1 1001 01245 29 9 เป็นต้น ซึ่งเลขนี้จะปรากฏในทะเบียนบ้าน และจะเป็นเลขประจำตัว เมื่อส้มจี๊ดไปทำบัตรประชาชนตอนอายุ 15 ปี

ประเภท ที่ 2 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป แล้วบังเอิญว่าพ่อแม่ผู้ปกครองลืมหรือติดธุระ ทำให้ไม่สามารถไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตภายใน 15 วันตามกฎหมายกำหนด เมื่อไปแจ้งภายหลัง เด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 และจะมีเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2 ทันที เช่น ในกรณีส้มจี๊ด หากพ่อไปแจ้งเกิดให้ ในวันที่ 18 มกราคม 2527 หรือเกินกว่านั้น ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวเป็น 2 1001 01245 29 9 ในทะเบียนบ้าน และเมื่อไปทำบัตรประชาชนในภายหน้า

ประเภทที่ 3 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม 2527) หมายความว่า บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทย มาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3 เช่น ส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2501 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแล้ว ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชนเป็น 3 1001 01245 29 9

ประเภทที่ 4 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ในสมัยเริ่มแรก หมายความว่า คนไทยหรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว ที่อาจจะเป็นบุคคลประเภท 3 คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เลขประจำตัว ก็ขอย้ายบ้านไปเขตหรืออำเภออื่น ก่อนช่วงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ก็จะเป็นบุคคลประเภท 4 ทันที เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในสำนักทะเบียนเขตคลองสาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2527 ส้มจี๊ดก็ขอย้ายบ้านไปเขตดุสิต โดยที่ส้มจี๊ดยังไม่ทันได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสาน พอแจ้งย้ายเข้าเขตดุสิต ส้มจี๊ดก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 4 มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 4 กลายเป็น 4 1001 01245 29 9 ทันที แต่ถ้าส้มจี๊ดย้ายจากเขตคลองสานเดิม ไปเขตดุสิต หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 ส้มจี๊ดก็ยังเป็นบุคคลประเภท 3 อยู่ เพราะถือว่าจะได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสานแล้ว จะย้ายอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนแปลง

การกำหนดให้บุคคลเริ่มมีเลขประจำตัว 13 หลักในทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2527 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 อันเป็นวันสุดท้าย ของการดำเนินการให้ประชาชน ที่ไม่มีเลขประจำตัวในบัตรหรือทะเบียนบ้าน ได้มีเลขประจำตัวจนครบแล้วนั้น ก็เพราะก่อนหน้านี้ ประเทศไทยยังไม่เคยมีการกำหนดเลขประจำตัวดังกล่าวมาก่อนเลย ดังนั้น ช่วงที่ว่าจึงเป็นระยะเวลาจัดระบบให้เข้าที่เข้าทาง เพราะหลังจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 แล้ว ทุกคนจะต้องมีเลขประจำตัวเพื่อสำแดงตนว่า เป็นบุคคลประเภทใด โดยดูตามเงื่อนไขในแต่ละกรณี ซึ่งมีอีก 4 ประเภท คือ

ประเภท ที่ 5 คือ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อ เข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจ หรือกรณีอื่นๆ เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตดุสิตอยู่แล้ว แต่บังเอิญว่าตอนที่มีการสำรวจรายชื่อผู้อยู่ในบ้าน เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้ชื่อของส้มจี๊ดหายไปจากทะเบียนบ้าน เมื่อไปแจ้งเจ้าหน้าที่และตรวจสอบแล้วว่าตกสำรวจจริง หรือจะเป็นเพราะกรณีอื่นใดก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็จะเพิ่มชื่อให้ แต่ส้มจี๊ดก็จะมีหมายเลขในทะเบียนบ้านเป็นบุคคลประเภท 5 และบัตรประชาชนจะขึ้นต้นด้วยเลข 5 ทันที คือ กลายเป็น 5 1001 01245 29 9

ประเภท ที่ 6 คือ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย เพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดน หรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตน แต่อาจจะมีสามีหรือภริยาคนไทย จึงไปขอทำทะเบียนประวัติ เพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภริยา คนทั้งสองแบบที่ว่า ถือว่าเป็นบุคคลประเภท 6 เลขประจำตัวในบัตรจะขึ้นต้นด้วยเลข 6 เช่น 6 1012 23458 12

ประเภท ที่ 7 คือ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7 เช่น 7 1012 2345 133

ประเภทที่ 8 คือ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือ ผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย ตั้งแต่หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน คนกลุ่มนี้เลขในทะเบียนประวัติจะขึ้นด้วยเลข 8 เช่น 8 1018 01234 24 7

คนทั้ง 8 ประเภทนี้ จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้น ที่จะมีบัตรประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประชาชนให้

ต่อ ไปคือ หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 (เลข 1001 ในตัวอย่างหรือสี่ตัวถัดไปจากตัวแรก) จะหมายถึง รหัสของสำนักทะเบียน หรืออำเภอที่เรามีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข ซึ่งก็หมายถึงถิ่นที่อยู่ของเรานั่นเอง กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้นๆ เช่น ถ้าเขียนว่า 1001 ก็หมายถึงว่า คุณอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ในเขตดุสิต เพราะ 10๐ ในหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงกรุงเทพมหานคร ส่วนเลข 01 ในหลักที่ 4 และ 5 คือรหัสของสำนักทะเบียนเขตดุสิต หรือถ้าเขียนว่า 1101 ก็จะหมายถึง อยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ อำเภอเมือง เพราะ 11 แรกคือ รหัสจังหวัดสมุทรปราการ และ 01 หลัง คือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ เป็นต้น

สำหรับ หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 (เลข 01245 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง กลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภท ตามหลักแรก (หลักที่ 1) ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่ง ก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับ หรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบัน เลขดังกล่าวก็จะหมายถึง เล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะไปปรากฎในบัตรประชาชน เมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเอง แต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น

หลัก ที่ 11 และ 12 (หมายเลข 29 ในตัวอย่างสมมุติ) จะหมายถึง ลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท เป็นการจัดลำดับว่าเราเป็นคนที่เท่าไรในกลุ่มของบุคคลประเภทนั้นๆ

หลักที่ 13 (เลข 9 ตัวสุดท้ายในตัวอย่าง) จะหมายถึง ตัวเลขสำหรับตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรกอีกที

สำหรับ เลขตั้งแต่หลักที่ 6 ถึง 13 นี้เป็นการจัดหมวดหมู่ และเรียงลำดับบุคคลในแต่ละประเภทของสำนักทะเบียนในแต่ละท้องที่ ซึ่งเราก็คงไม่ต้องรู้รายละเอียดอะไรลึกไปกว่านี้ เพราะรู้แล้วอาจจะงงเปล่าๆ

เป็นเรื่องน่าแปลกว่า ตัวเลข 13 หลักที่เป็นหมายเลขในบัตรประชาชน หรือเลขประจำตัวประชาชนของเราแต่ละคนนี้ จะไม่มีการซ้ำกันเลย ผิดกับชื่อหรือนามสกุล ยังมีซ้ำกันได้ และจะเป็นเลขประจำตัวเราจนตาย ไม่มีการเปลี่ยน หรือยกให้คนอื่น และจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า ในอนาคตจะต้องมีการเติมเลข อย่างเลข 8 เข้าไปอีก เพราะเลขไม่พอใช้เหมือนโทรศัพท์มือถือหรือไม่ เขาก็บอกว่าคงอีกนาน อาจจะถึง 100 ปีโน่น เพราะการที่เขาแยกแยะบุคคลเป็นประเภทต่างๆ และยังแยกย่อยเป็นจังหวัดอำเภอ แล้วลงรายละเอียดไปเป็นกลุ่มๆในแต่ละประเภทอีกนั้น ทำให้เพดานหรือช่วงตัวเลขมีความห่างมาก จนสามารถรองรับจำนวนคนได้อีกมาก และหากใครสงสัย หรือมีปัญหาในเรื่องทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส บัตรประชาชน ก็สามารถสอบถามไปได้ที่ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง โทร. 1548

ตัว เลข 13 หลักที่กล่าวข้างต้น  เป็นเลขประจำตัวประชาชนของแต่ละคนนี้ แม้จะมิใช่ตัวเลขที่เราต้องใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน ยกเว้นใช้ในการกรอกเอกสารบางอย่าง เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร ฯลฯ แต่เลขนี้ก็มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสำแดงตัวตน ?ความเป็นคนไทยหรือคนในประเทศไทย? ที่ทำให้เราสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทย และใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้

ที่มา : มติชน

บริหารสมองเพิ่มความจำ

2 ความเห็น

บริหารสมองเพิ่มความจำ

https://encrypted-tbn1.google.com/images?q=tbn:ANd9GcRvvJAOpXJr9GsFWwWYb51FZnFigfz1tFl-zb1couasUaeeGQED

                                  ลองทำดู  เด็กทำได้ ผู้ใหญ่ทำดี ช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง และเพิ่มความจำ

ท่าแรกคือนวดปุ่มขมับ โดยใช้ปลายนิ้วชี้ทั้ง 2 ข้าง กดตรงขมับ แล้วนวดเบา ๆ วนเป็นวงกลม ประมาณ 30 วินาที พร้อมกับกวาดตามองจากซ้ายไปขวา และล่างขึ้นบน จะกระตุ้นระบบประสาท ระบบการรับความรู้สึก และช่วยให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนการมองเห็นทำงานดีขึ้น

อีกท่าเป็นการเคลื่อนไหล่สลับข้าง
โดยยืนอยู่กับที่ เริ่มยกเข่าขึ้น พร้อมกับงอแขนใช้ศอกซ้ายแตะเข่าขวา และศอกขวาแตะเข่าซ้าย สลับกัน ค่อย ๆ ทำเป็นจังหวะ จะช่วยกระตุ้นสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานให้แอคทีฟขึ้น และสมองด้านซ้าย-ขวาทำงานประสานกันได้ดี รวมทั้งช่วยพัฒนาความจำ

สุดท้ายท่าปรบมือด้วยปลายนิ้ว โดยใช้มือทั้ง 2 ข้างประกบกันในลักษณะพนม ให้ทุกนิ้วสัมผัสกันเบา ๆ พร้อมกับหายใจเข้า-ออก ทำท่านี้ประมาณ 30 ครั้ง เนื่องจากที่มือ และนิ้ว มีเส้นเลือด เส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก จึงกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนทั่วร่างกาย โดยเฉพาะสมอง

วิธี บริหารสมองข้างต้น เป็นท่าง่าย ๆ ไม่หักโหมร่างกาย เหมาะปฏิบัติทุกวัน ช่วยให้การถ่ายโยงข้อมูล และการเรียนรู้ของสมอง 2 ซีกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยคลายความตึงเครียดของร่างกาย และจิตใจ ช่วยให้เกิดสมาธิ และรู้สึกสงบ

แหล่งข้อมูลจาก  :   http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=651&contentID=163237

การไล่ยุงโดยวิธีทางธรรมชาติ

ใส่ความเห็น

พูดถึงยุง ก็นึกคคันขึ้นมาเลยทีเดียว ไอ้ทีว่าคันหนะ คันไม้คันมือ

อยากจะตบ อยากจะฆ่า แต่ก็กลัวบาป

จึงนำเสนอวิธีการไล่ยุงตามวิธีธรรมชาติ มาฝากคะ

มนุษย์ ดึงดูดยุงให้เข้ามาหาจากคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากลมหายใจ กลิ่นเหงื่อ กลิ่นตัว และความร้อนจากร่างกาย คนเราไม่สามารถกำจัดยุงให้หมดไปจากโลกนี้ได้ และคนบางคนก็มีสารเคมีในร่างกายไม่เหมือนกัน ทำให้สูตรการไล่ยุงสูตรหนึ่งอาจใช้ไม่ได้ผลกับทุกคน วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับไล่ยุงโดยวิธีธรรมชาติที่หลากหลายมาฝากไปให้เลือกใช้ กัน

@@@ วานิลลา ให้ใช้ทาที่จุดชีพจร หรือถ้ามีปริมาณมากให้ทาทั่วผิวหนัง และแต้มลงบนเสื้อผ้า จะเลือกใช้แบบเข้มข้น หรือผสมน้ำก่อนแล้วฉีดบนผิวก็ได้

@@@ กระเทียม เวลาไปแค้มป์ปิ้ง ไปเที่ยวนอกสถานที่ที่มียุงชุม ให้ลองใช้กระเทียมผงซึ่งหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต ผสมกับน้ำ ทาลงที่จุดชีพจร หรือบนใบหน้า แต่ระวังอย่าให้เข้าตา

@@@ น้ำมันหอมระเหย ใช้ผสมกับแอลกอฮอล์เช็ดแผลหรือน้ำกลั่น แล้วฉีดลงบนร่างกายหรือผ้าแล้วใช้เช็ดบริเวณผิวที่โดนยุงตอม หรือเติมน้ำมันหอมระเหยสองสามหยดลงในเบบี้ออยล์ หรือน้ำมันมะกอกแล้วทาบนผิว แต่ระวังอย่าให้เข้าตาและปาก ก็จะแก้ปัญหายุงกัดได้ โดยกลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ คือ ลาเวนเดอร์ ยูคาลิปตัส มะนาว ตะไคร้ ทีทรีไธม์ เปปเปอร์มินต์ และเบซิล

@@@ ส่วนที่บ้านถ้ายุงเยอะ ให้ฉีดกระเทียมผงผสมน้ำตามสนามหญ้าและพุ่มไม้ เพื่อไล่ยุง ควรทำสองสัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง หรือหลังจากฝนตกหนัก จะลดปริมาณยุงได้

@@@ เปลือกส้ม หลังจากที่ปลอกส้มแล้ว อย่าทิ้ง ให้นำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาเผาในชามอ่าง ตั้งไว้บริเวณที่ยุงชุม กลิ่นจากเปลือกส้มจะช่วยกำจัดยุงไม่ไห้มารบกวนได้ และยังไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอีกด้วย.

แหล่งข้อมูลจาก :  http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=424&contentId=139869

Older Entries